วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2559

ตารางแสดงพรรณไม้ ปี 2557

อัญชัน

ดอกอัญชัน



          ดอกอัญชัน สรรพคุณชั้นเลิศ บำรุงสายตา และช่วยให้ผมดกดำ มาทำความรู้จักกับอัญชันกันให้มากขึ้น ดูสิว่าประโยชน์ของดอกอัญชันมีอะไรบ้างนะ

          ดอกอัญชัน ดอกไม้สีม่วงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์อย่างมาก หลายคนคงจะเคยได้ยินสรรพคุณของเจ้าดอกอัญชันกันมาบ้างแล้ว ที่เห็นกันชัดเจนก็คงจะเป็นการนำอัญชันมาถูคิ้วเด็กเล็ก ๆ เพราะมีความเชื่อว่าจะทำให้คิ้วดกดำขึ้น หรือแม้แต่คุณประโยชน์ในการนำสีของดอกอัญชันมาใช้ในการทำอาหารหรือขนมต่าง ๆ แต่รู้หรือไม่ว่าที่จริงแล้วดอกอัญชันมีประโยชน์อีกมากมายหลายอย่างเลยล่ะค่ะ อยากรู้แล้วใช่ไหมล่ะว่า เจ้าดอกเล็ก ๆ สีม่วงนี้มีประโยชน์อย่างไรบ้าง ไปดูกันเลย

รู้จักดอกอัญชัน  

          ก่อนที่เราจะไปทำความรู้จักกับสรรพคุณและประโยชน์ของดอกอัญชัน เรามาทำความรู้จักกับอัญชันกันให้มากขึ้นหน่อยดีกว่าค่ะ เผื่อใครที่ยังไม่รู้จักเวลาไปเห็นที่ไหนจะได้ทราบกันค่ะ อัญชัน มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Butterfly pea, Blue pea, หรือ Asian pigeonwings มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Clitoria ternatea L. เป็นพืชตระกูลถั่ว (Fabaceae) อยู่ในวงศ์ Leguminosae เป็นพืชที่มีต้นกำเนิดอยู่ในประเทศแถบอเมริกาใต้ โดยทั่วไปนิยมปลูกในเขตร้อน อัญชันเป็นพืชล้มลุก

          ลักษณะต้นเป็นไม้เถาเลื้อยขนาดเล็ก ใบเป็นใบประกอบ ดอกอัญชันเป็นดอกเดี่ยว มีสีน้ำเงินเข้มหรือน้ำเงินอมม่วง และสีขาว ดอกชั้นในแบ่งเป็น 5 กลีบ กลีบนอกมีสีเขียว มีผลเป็นฝัก ลักษณะแบนคล้ายฝักถั่ว ขนาดยาวประมาณ 5-10 ซม. ดอกอัญชันมีชื่อเรียกตามท้องถื่นที่แตกต่างกันไป อย่างเช่น ในภาคเหนือจะเรียกดอกอัญชันว่า เอื้องชัน แต่ในจังหวัดเชียงใหม่จะเรียกว่าแดงชัน

สรรพคุณดอกอัญชันอันน่าทึ่ง

          ดอกอัญชันมีคุณสมบัติในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ โดยในดอกอัญชันนั้นมีสารตัวหนึ่งที่ชื่อว่าแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งสารชนิดนี้สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของดวงตา เพิ่มความสามารถในการมองเห็น แก้อาการตาฟาง ตามัว หรือภาวะการเสื่อมของดวงตาที่มาจากโรคเบาหวาน โรคต้อหิน โรคต้อกระจก และมีหน้าที่ไปช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้ดีมากขึ้น 

 ต้อยติ่ง 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ruellia tuberosa

ชื่อวงศ์ : Acanthaceae

ชื่อสามัญ : minnieroot, popping pod, cracker plant

ชื่ออื่นๆ : ต้อยติ่งไทย ต้อยติ่งนา(กรุงเทพ), น้ำดับไฟ(ประจวบคีรีขันธ์)

ชนิดพืชและขนาด : พืชล้มลุก ลำต้นสูงประมาณ 25 - 50 ซม.

การเจริญเติบโต : สามารถเจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพอากาศ ชอบแดดจ้าเต็มวัน

ฤดูการออกดอก : มีดอกตลอดปี ดอกมากและหนาแน่นในช่วงฤดูฝน

ขยายพันธ์ : เพาะเมล็ด
 

ลักษณะพฤษศาสตร์ 

พืชล้มลุกลำต้นสูงประมาณ25-50 ซม.ใบเดี่ยวรูปรีและไข่กลับ

ใบบนกิ่งออกเป็นคู่สลับ ออกดอกที่ซอกใบ ตรงปลายยอด

ดอกสีม่วงน้ำเงิน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 4 - 5 ซม.

ผลเป็นฝักเมื่อแก่สีน้ำตาลเข้ม ยาว 2-3 ซม.แห้งแล้วแตกเป็น

2 ซีก เมล็ดกลมแบน และมีเมล็ดจำนวนมาก
รากลักษณะเป็นหัวเพื่อสะสมอาหาร ปลายเรียวแหลมยาว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 0.5 ซม. ยาวประมาณ 5 - 10 ซม. 

ต้อยติ่ง

ต้อยติ่ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ruellia tuberosa Linn.
ชื่อสามัญ :    Waterkanon, Watrakanu, Minnieroot, Iron root, Feverroot, Popping pod, Trai-no, Toi ting
วงศ์ ACANTHACEAE
ลักษณะทั่วไป :
ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก ตามลำต้นจะมีขนอ่อน ๆ ขึ้นปกคลุมอยู่เล็กน้อย ลำต้นสูงประมาณ 20-30 ซม.
ใบ : ออกใบเดี่ยว เรียงกันเป็นคู่ ๆ ไปตามข้อต้น ลักษณะของใบเป็นรูปมนรี ปลายใบมน โคนใบแหลม ขอบใบเรียบไม่มีจัก แต่อาจจะเป็นคลื่นเล็กน้อย ขนาดของใบกว้างประมาณ 1-1.5 นิ้วยาว 2.5-3 นิ้วมีสีเขียว
ดอก : ออกเป็นช่อ หรือบางทีก็ออกดอกเดี่ยว ตามง่ามใบที่ส่วนยอดของต้น มีสีม่วง ลักษณะของดอกเป็นรูปกรวยปลายดอกแยกออกเป็น 5 กลีบ เกสรกลางดอกมี 4 อันสั้น 2 ยาย 2
ผล : เป็นฝักยาว ซึ่งยาวประมาณ 1 นิ้วกว่า ๆ เล็กน้อย แต่เมื่อถ้าได้รับความชื้นมาก ๆ หรือถูกน้ำ ผลนี้จะแตกออกเป็น 2 ซีก ภายในมีเมล็ดอยู่ 8 เมล็ด
การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่ขึ้นง่าย ตามที่รกร้างว่างเปล่าทั่ว ๆ ไป จะขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
สรรพคุณ :
รากของต้อยติ่งสามารถใช้เป็นยารักษาโรคไต โรคไอกรน หรือแม้แต่เป็นยาขับเลือด ถ้าใช้ในปริมาณที่เจือจางก็สามารถกำจัดสารพิษในเลือด บรรเทาอาการสารพิษตกค้างในปัสสาวะ ส่วนใบของต้อยติ่งสามารถใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ หรือใช้พอกแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้ แต่ต้อยติ่งมักจะถูกถอนทิ้งเพราะมักถูกมองว่าเป็นวัชพืช